<?xml version="1.0" encoding="windows-874"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>รายได้ แฟรนไชส์ อาชีพ ช่องทางรวย - รายได้ ดอทคอม</title>
<link>http://www.raidai.com</link>
<description>ลู่ทางใหม่ในการหารายได้ อาชีพ แฟรนไชส์ หาเงินออนไลน์</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>พลิกวิกฤตเป็นเงิน.. กับสวนดอกไม้แปรรูป</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1772</link>
<description>&lt;strong&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากการเกษตรเป็นเรื่องที่มักได้ยินการสนับสนุนกันมามาก เนื่องจากสินค้าภาคการเกษตรเป็นสินค้าที่กำหนดการผลิตไม่ได้เหมือนอุตสาหกรรม&amp;nbsp; และบางชนิดจะให้ผลผลิตตามฤดูกาล &amp;nbsp;จึงทำให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด และราคาตกต่ำกันอยู่ตลอดเวลา การแปรรูปสินค้าจึงเป็นการช่วยให้ราคาสินค้าไม่ตกต่ำ&amp;nbsp; และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าให้เคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมได้ด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยส่วนใหญ่เรามักได้ยินเรื่องการแปรรูปสินค้าเกษตร จำพวก ที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่นการดอง&amp;nbsp; การแช่อิ่ม&amp;nbsp; การทำเค็ม การพาสเจอร์ไรท์&amp;nbsp; &amp;nbsp;และการแช่แข็ง &amp;nbsp;ซึ่งทำได้กับผลไม้ต่างๆ&amp;nbsp; และสินค้าจากภาคประมง&amp;nbsp; แต่ยังไม่ค่อยมีใครนึกถึงสินค้าเกษตรจำพวกไม้ดอก ไม้ประดับ&amp;nbsp; ที่มักผลิดอกออกผลมาตามฤดูกาล และเกิดภาวะล้นตลาดด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณพยุง หนูแย้ม&amp;nbsp; เจ้าของสวนดอกจำปีแห่งหนึ่ง ได้ประสบปัญหากับสภาวะนี้ คือ ในยามที่ดอกจำปีล้นตลาดจะมีราคาถูกมาก เพียงร้อยละ 4-5 บาท เอาไปขายก็ไม่คุ้ม บางทีต้องปล่อยทิ้งให้บานคาต้น&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;คุณพยุงเล่าว่า&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt; &amp;nbsp;&lt;/font&gt;หลังจากประสบปัญหาตรงนี้บ่อยเข้า จึงคิดว่า ดอกจำปีเหล่านี้น่าจะนำไปทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้ &amp;nbsp;พอมานึกถึงตรงจุดที่ว่าดอกจำปีมันหอม ทำให้จุดประกายความคิดที่จะทำน้ำหอมขึ้นมา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร จนวันหนึ่งเจ้าหน้าที่เกษตรมาบอกว่าจะนำดอกกล้วยไม้จากสวนข้างๆ ไปลองสกัดน้ำหอมดูก็เลยเข้าทาง เพราะที่จริงดอกจำปีของเรามีกลิ่นหอมมากกว่ากล้วยไม้เสียอีก น่าจะสกัดน้ำหอมได้มากกว่า ก็เลยขอตามไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน เอาดอกจำปีไปด้วย 500 ดอก ผลปรากฏว่าสกัดน้ำมันได้จริงๆ 500 ดอกสกัดได้ประมาณ 0.02 มล.&amp;nbsp;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากความคิดสัมฤทธิ์ผลแล้ว ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าจะไปต่ออย่างไร ลำพังเกษตรกรรายได้น้อยอย่างพวกเราจะหาเงินที่ไหนมาเป็นทุน ตอนแรกก็ท้อคิดว่าคงทำอะไรต่อไม่ได้ แต่ภรรยาแนะนำว่าให้ลองไปชวนพี่น้องเกษตรกรคนอื่นๆ มาร่วมทำด้วย &amp;nbsp;ก็เลยตัดสินใจรวมกลุ่มเกษตรกรจัดทำโครงการเกษตรแปรรูปและได้ไปเสนอเพื่อขอเงินทุนกับทางเกษตรกรุงเทพฯ แต่กว่าเขาจะอนุมัติเงินทุนให้ซื้อเครื่องกลั่นราคา 450&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;,&lt;/font&gt;000 บาท ก็ต้องพิจารณากันอยู่นานเพราะราคาเครื่องไม่ใช่น้อย แล้วทำไปก็ยังไม่รู้ว่าผลออกมาจะคุ้มทุนหรือเปล่า แต่พอได้รับการสนับสนุนแล้วพวกเราก็ไม้รอช้ารีบสานฝันให้เป็นจริงจนได้เกิดผลิตภัณฑ์น้ำหอมดอกจำปีขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเมื่อดอกจำปีสามารถนำมาสกัดน้ำหอมได้ ผมจึงได้มีความคิดต่อยอดออกไปอีกว่า ใบของมันก็น่าจะทำได้เช่นกัน ว่าแล้วก็ไม่คิดเปล่าเพราะอุปกรณ์ของเราก็มีอยู่จึงได้ลองนำใบจำปีไปสกัดดู แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ใบจำปีก็สามารถทำน้ำหอมได้และที่สำคัญกลิ่นของมันก็แตกต่างกันจากดอกด้วย จึงทำให้เราได้น้ำหอมกลิ่นใบจำปีเพิ่มขึ้นมา ที่นี้พอเริ่มสนุกกับความคิดก็เลยลองไปเรื่อย นำดอกไม้อื่นๆ&amp;nbsp; มาสกัดเป็นน้ำหอมกลิ่นดอกไม้รวม จากนั้นผมก็ได้รวมกลุ่มแม่บ้านและคนว่างงานในย่านนั้นมาร่วมกันทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ&amp;nbsp; เพิ่ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น แชมพูกลิ่นจำปี สมุนไพรดับกลิ่นเท้า ครีมอาบน้ำมะขาม-ขมิ้น เกลือขัดเท้า และสบู่น้ำผึ้ง เป็นต้น จนเราได้จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปขึ้นมา&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากแนวคิดการแปรรูปของคุณพยุง หนูแย้ม&amp;nbsp; ตอนนี้ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่จดลิขสิทธิ์ทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว และมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทั้งรายการโทรทัศน์ และนิตยสารด้านการเกษตรก็นำเรื่องนี้มานำเสนออยู่บ่อยครั้ง&amp;nbsp; ซึ่งนี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้เราเรียนรู้การหาทางออกจากปัญหา ด้วยการใช้เจ้าตัวปัญหานั้นให้เป็นประโยชน์&amp;nbsp; จนอาจจะกลายเป็นทางเลือกแนวใหม่ที่ไม่เหมือนใครแบบนี้เลยก็เป็นได้ แถมยังมีรายได้เสริมเป็นกอบเป็นกำอีกซะด้วย&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>5 อาชีพทำเงิน</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1771</link>
<description>&lt;font color=&quot;#006699&quot;&gt;5 อาชีพน่าสนใจ ที่จะสร้างรายได้ให้คุณเป็นกอบเป็นกำ เป็นขุมทองที่น่าเมียงมองของมนุษย์เงินเดือน รับรองว่าอ่านจบคุณต้องอยากผละจอบเสียม วางมือจากงานที่ทำเงินแบบอัตคัด แล้วไปสั่งซื้อเครื่องมือขุดมากองไว้ตรงหน้าเลย &lt;br /&gt;
จากประสบการณ์การจัดหางานมานานกว่า 15 ปี บริษัท Adecco Thailand (www.adecco-asia.com/thailand) ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ได้ทำการจัดอันดับอาชีพทำเงินล่าสุด โดยแบ่งตามสายอาชีพออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขุม (ทรัพย์) ที่ 1 - การเงินและการบัญชี (Finance &amp;amp; Accounting ) &lt;br /&gt;
อาชีพที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่ ผู้ตรวจสอบบัญชี (Auditor) นักวิเคราะห์การเงิน (Financial Analyst) พนักงานธนาคาร (Banking) นักบัญชี (Accountant) นักบัญชีต้นทุน (Cost Accountant) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี (Tax Specialist) แต่ตำแหน่งที่ฮอตฮิตมีคนอยากจับจองเห็นจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี มีหน้าที่ดูตัวเลขทางบัญชีและเซ็นเอกสารรับรองการบัญชีของบริษัทต่างๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับอาชีพเหล่านี้ คือ จบปริญญาตรี ในสาขาการบัญชีเป็นขั้นต่ำ เกรดเฉลี่ยมากกว่า 2.75 ขึ้นไป เพราะต้องมีความรู้ความสามารถทางบัญชีเป็นอย่างดี และมีความละเอียดรอบคอบสูง ส่วนด้านบุคลิกภาพ ต้องพูดจาฉะฉาน พูดนำเสนอหรืออธิบายได้ดี ที่สำคัญต้องมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ถ้ามีความรู้ด้านการเงินเข้ามาเพิ่มศักยภาพยิ่งได้เปรียบ เพราะบางครั้งต้องตรวจบัญชีตามสถาบันทางการเงินต่างๆ เช่น ธนาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อดี คือ สามารถประกอบอาชีพอิสระหรือมีธุรกิจส่วนตัวได้ ยิ่งถ้ามีใบ CPA (Certificate Public Account) จะสามารถเปิดสำนักงานตรวจสอบบัญชีของตัวเองได้ แต่ธรรมชาติของงานอาจไม่เหมาะกับคนขี้เบื่อเพราะใช้เวลาการทำงานในแต่ละครั้งนาน แถมดูเหมือนต้องคอยจับผิดคนอื่น ทั้งในแง่ของตัวเลขและข้อมูลทางธุรกิจ บางครั้งก็ไม่ได้รับความร่วมมือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
INCOME เริ่มต้นประมาณ 12,000-15,000 บาท ระยะเวลาการทำงาน 4 ปี สามารถปรับเงินเดือนขึ้นไปได้ถึง 5 หมื่นบาท แต่ถ้าทำงานในบริษัทที่เรียกว่าเป็น &amp;ldquo;BIG 4 ของเมืองไทย&amp;rdquo; ได้แก่ 1.บริษัท PricewaterhouseCoopers 2.บริษัท Ernst&amp;amp;Young 3.บริษัท Deloitte Touche Tohmatsu 4.KPMG International อัตราเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 15,000 บาทขึ้นไป และมักได้รับความเชื่อมั่นว่า มีความสามารถสูง แถมอนาคตไกล ถ้ามีความสามารถและสอบได้ใบ CPA เร็วโอกาสก้าวหน้าก็เร็วขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ต้องมีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพราะบริษัท BIG 4 มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Note!!! ตำแหน่งเริ่มต้นคือ Junior-Auditor ระยะเวลาเลื่อนขั้นเป็นตำแหน่ง Semi-Auditor ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี และใช้เวลาเลื่อนขั้นไปตำแหน่ง Senior-Auditor ประมาณ 3 ปี จากตำแหน่ง Senior-Auditor ใช้เวลายาวนานมากกว่าจะเลื่อนขั้นเป็น Assistant Manager, Manager, Assistant Director และตำแหน่งสูงสุดคือ Partnerโดยเฉลี่ยแล้วจากตำแหน่ง Junior-Auditor ใช้เวลาเลื่อนขั้นไปตำแหน่ง Manager อาจใช้เวลาเกือบ 10 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขุม (ทรัพย์) ที่ 2 - การขายและการตลาด (Sale &amp;amp; Marketing) &lt;br /&gt;
อาชีพในสายนี้ ได้แก่ Sale Representative (Level 1), Sale Supervisor (Level 2), Sale Manager, Business Development,. Key Account Manager, Area Manager และ Trade Marketing Manager &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติพื้นฐานคือ จบปริญญาตรีหรือเทียบเท่า สาขาไหนก็ได้ แต่ต้องโดดเด่นด้านบุคลิกภาพ เช่น หน้าตาน่าเข้าหา น่าคุยด้วย ชวนให้ลูกค้าอยากซื้อของ เข้าใจตัวสินค้า ศึกษาและเข้าใจตลาดคู่แข่ง ชอบงานติดต่อผู้คน ไม่กลัวงานหนัก ทำงานภายใต้แรงกดดันได้ดี เพราะการทำงานด้านนี้มีคู่แข่งเยอะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญต้องแข่งกับตัวเอง อัพเดทคู่แข่งอยู่ตลอด ตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นทุกเดือนและต้องทำให้ได้ รวมทั้งต้องคิดแผนการขายไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แต่ยังมีข้อดีคือ ได้รู้จักคนในวงกว้างตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงผู้บริหาร แม้สนามแข่งขันของธุรกิจจัดจำหน่ายมีการแข่งขันอย่างรุนแรง แต่ได้ประสบการณ์ทางด้าน Direct Sales ซึ่งไม่สามารถหาเรียนได้จากสถาบันไหน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
INCOME เริ่มต้นประมาณ 10,000-12,000 บาท สำหรับนิสิตนักศึกษาจบใหม่ ถ้ารวมค่าคอมมิชชั่น ค่าน้ำมัน ฯลฯ รายได้ต่อเดือนรวมประมาณ 17,00-18,000 บาท สามารถเลื่อนขั้นได้เร็ว มีความก้าวหน้าสูง เพราะมีผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น สะสมแต้มจากยอดขาย เงินเดือนที่ได้มาขึ้นอยู่กับความพยายามของตัวเอง เพราะยิ่งขายสินค้าได้มาก ค่าตอบแทนหรือค่าคอมมิชชั่นก็มากขึ้นตามไปด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขุม (ทรัพย์) ที่ 3 - ที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consultant) &lt;br /&gt;
รู้จักกันในนามของ Human Resource Consultant และ Organizaion Developement งานหลักคือ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร และคลุกคลีอยู่กับการบริหารคน รวมถึงจัดการเรื่องยากๆ เช่น สร้างวิสัยทัศน์ ภารกิจ กลยุทธ์ ตลอดจนจัดทำระบบวัดผล ปรับองค์กร และระบบงานบริหารทรัพยากรบุคคล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยกตัวอย่างเช่น ถ้า 2 บริษัทจะทำธุรกิจร่วมกันจะต้องมีคนกลาง หรือ Third Party เข้ามาช่วยดูแลว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทมีสถานภาพคงที่มากที่สุด ที่ปรึกษาทางธุรกิจก็จะรับบทบาทจัดการเรื่องนี้ไปด้วยกระบวนการที่กล่าวมาข้างต้น บางบริษัทเป็นองค์กรใหญ่และมีพนักงานมาก จะจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจเข้าไปดูแลโดยเฉพาะเลยก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ เน้นสาขาทรัพยากรบุคคล หรือบริหาร ที่สำคัญต้องสามารถติดต่อสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ชอบติดต่อผู้คน มีทักษะในการสื่อสารที่ดี ใฝ่หาความรู้ตลอดเวลา เช่น อัพเดทข้อมูลข่าวสาร รู้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถหาเครื่องมือมาใช้ในการพัฒนาองค์กรได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
INCOME บางองค์กรเริ่มต้นค่อนข้างสูงประมาณ 30,000-40,000 บาท แต่โดยเฉลี่ยแล้วเงินเดือนสำหรับนิสิตนักศึกษาจบใหม่หรือผู้ไม่มีประสบการณ์ ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป อาชีพนี้มีโอกาสก้าวหน้าสูง เพราะสามารถเป็นที่ปรึกษาได้หลายบริษัทในเวลาเดียวกัน เมื่อทำงานด้านนี้มาได้สักระยะจะมีคนรู้จักนับถือ มีชื่อเสียงมากขึ้น พัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ หรือที่เรียกว่า Senior Consultant จนสามารถรับเป็นงานอิสระได้ แต่ต้องมีความรอบรู้ด้านธุรกิจและประสบการณ์สูงพอดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขุม (ทรัพย์) ที่ 4 - ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ (IT Consultant) &lt;br /&gt;
อาชีพที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่ IT Engineering, ERP Consultant, Application Specialist, Project Manager, Programmer, Network Engineering และ Softwear Design &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติ คือ ต้องจบปริญญาตรี ในสาขาคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างต่ำ มีความสนใจด้านคอมพิวเตอร์เป็นพิเศษ พร้อมที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และฝึกฝนให้คล่องแคล่ว ภาพลักษณ์ของผู้ที่ทำอาชีพนี้มักเป็นคนทันสมัย เพราะรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ก่อนใคร แต่ก็มีข้อเสียคือ มีข้อจำกัดด้านอาชีพ เพราะโอกาสเปลี่ยนข้ามสายงานได้น้อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Note!!! สายงานคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยทำธุรกิจ เขียนโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล วางระบบงานและเทคโนโลยีสารสนเทศ อาจเริ่มต้นจากการเป็นโปรแกรมเมอร์เขียน Application ทางธุรกิจ แล้วไต่เต้าเป็นนักวิเคราะห์ระบบ หรือเป็นที่ปรึกษาทางคอมพิวเตอร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องรอบรู้เรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์และระบบการจัดการสารสนเทศ เหมาะที่จะเป็นนักวิเคราะห์และสร้างระบบจัดการข้อมูลภายในองค์กร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สายงานวิทยาการคอมพิวเตอร์ ต้องสามารถเขียนโปรแกรมและโครงสร้างข้อมูล เก่งด้านทฤษฎีการคำนวณซอฟต์แวร์ประเภทต่างๆ และระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สายงานวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ควรมีความรู้ทางเทคนิคมาก ทั้งยังเขียนโปรแกรมและการออกแบบคอมพิวเตอร์ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ได้ สามารถทำได้เกือบทุกอย่าง ทั้งเป็นโปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ หรือออกแบบชิพหรือคอมพิวเตอร์แบบใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
INCOME เริ่มต้นเฉลี่ย 40,000 บาทขึ้นไป แต่ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี สำหรับนิสิตนักศึกษาจบใหม่สามารถแยกได้เป็น &lt;br /&gt;
1.IT Programmer ตลาดแรงงานกว้าง เริ่มต้นประมาณ 15,000-20,000 บาท แต่ต้องมีความรู้ด้านฐานข้อมูลเป็นอย่างดี &lt;br /&gt;
2.IT System เงินเดือนมากกว่า IT Programmer ประมาณ 3,000-4,000 บาท แต่ต้องดูแลระบบคอมพิวเตอร์ได้ เข้าใจ Network รวมถึงมีความรู้พื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี ถ้าใครก็ตามที่เรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ขอบอกว่าได้เงินดีที่สุด ยิ่งมีความรู้เฉพาะทางเรื่องซอฟต์แวร์อย่าลึกซึ้งเงินเดือนยิ่งสูง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขุม (ทรัพย์) ที่ 5 - การบริการ ( Service ) &lt;br /&gt;
ขอระบุไปเลยว่า Air และ Steward ยังคงไม่ตกอันดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติที่ต้องการคือ จบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ สาขาไหนก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จบด้านอักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ จะได้เปรียบ นอกจากนี้ต้องมีใจรักการบริการ บุคลิกและอัธยาศัยดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุดข้อมูลเพิ่มเติมด้านคุณสมบัติจากบริษัทการบินไทยคือ โสด สัญชาติไทย อายุ 20-26 ปี สูงไม่น้อยกว่า 160 เซนติเมตร น้ำหนักได้***ส่วนกับความสูง ว่ายน้ำได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 50 เมตร และต้องมีท่าฟรีสไตล์ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ต้องการผู้ที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน แต่สูงเพียง 156 เซนติเมตร ไม่จำเป็นต้องมีภาษาที่สามหรือว่ายน้ำไม่เป็น ก็สามารถเป็นได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ยังต้องผ่านการสอบภาษาอังกฤษที่เรียกว่า &amp;ldquo;โทอิค&amp;rdquo; (TOEIC) ได้ไม่น้อยกว่า 600 หรือ &amp;ldquo;โทเฟล&amp;rdquo; (TOEFL) ได้คะแนนไม่น้อยกว่า 500 คะแนน (นอกจากสอบข้อเขียนแล้วยังต้องสอบเก็บคะแนนสนทนาภาษาอังกฤษด้วย) ซึ่งสองส่วนนี้สมัครสอบได้ที่สถาบันภาษาเอยูเอ ถนนวิทยุ หรือจะไปสอบไอเอลต์ส (IELTS) กับสถาบันบริติช เคาน์ซิลของอังกฤษก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
INCOME เงินเดือนเริ่มต้นของสายการบินไทยเริ่มต้นประมาณ 30,000 บาท สำหรับสายการบินตะวันออกกลาง เช่น EMIRATES หรือ QATAR AIRWAYS อยู่ที่ 40,000-50,000 บาท รวมค่าเดินทางต่อเที่ยวบินเที่ยวละไม่ต่ำกว่า 60,000 บาท รวมแล้วรายได้ต่อเดือนเหยียบแสน ทั้งนี้แตกต่างกันไปตามสายการบินและรอบการเดินทางต่อเดือนว่าได้บินกี่ครั้ง แต่มีโอกาสเลื่อนขั้นน้อย เป็นได้เพียงหัวหน้าแอร์โอสเตสหรือเข้าไปรับผิดชอบงานในเที่ยวบินชั้น First Class เท่านั้น บางสายการบินแอร์โฮสเตสจะเกษียณอายุราว 40-60 ปี ดังนั้น การสมัครเข้าสายการบินไหนต้องสอบถามทางบริษัทก่อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าทำเพื่อความสนุกแบบขุดทองไม่เกิน 5 ปี สามารถย้ายไปทำอาชีพเลขานุการ พนักงานขาย หรือพนักงานโรงแรมได้ เงินเดือนที่ได้มาอาจต้องแลกกับเวลาส่วนตัวที่เหลือน้อยลง จนถึงปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะเวลาพักผ่อนไม่ปกติ ทั้งยังเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ถ้าทำหลายปีแล้วเลิกอาจไม่มีอาชีพที่เหมาะสมรองรับ เพราะเงินเดือนน้อยกว่าเดิมมากจนถึงขั้นทำใจไม่ได้ &lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>10 วิธีขอเงินเดือนขึ้น(ให้เวิร์ค)</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1770</link>
<description>คนไทยเราเป็นชนชาติขี้เกรงใจ โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ ยิ่งเกรงใจคูณสอง อย่างเรื่องขอเจ้านายขึ้นเงินเดือนนี่ปะไร ทำงานมาตั้งนานนม ผลงานโตขึ้นเป็นกอง แต่ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ว่าแต่ของแบบนี้ใครไม่เห็น เจ้านายไม่เห็น และตัวคุณนั่นแหละที่เห็น ในเมื่อตนเป็นที่พึ่งของตนฉันใด คุณเองเท่านั้นที่จะต้องรวบรวมความกล้า เดินหน้าเข้าไปหาเจ้านายเพื่อขอขึ้นเงินเดือนด้วยตัวคุณเอง..ฉันนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;1. อย่าบอกเจ้านายว่า คุณหวังว่าเจ้านายจะขึ้นเงินเดือนให้เป็นเงินเท่านั้นเท่านี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ตรงกันข้าม ให้บอกเจ้านายว่า จะปฏิเสธคุณเลยก็ไม่ว่า เพราะคุณเป็นคนที่รับได้กับการถูกปฏิเสธ และคุณก็ไม่อยากให้เจ้านายคิดมากถ้าต้องปฏิเสธ การเกริ่นแบบนี้แต่แรกจะทำให้ภาพทุกอย่างชัดเจนทั้งตัวคุณและเจ้านาย ไม่ต้องกลัวว่าวันหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเก็บไปคิดเล็กคิดน้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;2. อย่าเจ้าอารมณ์จนเกินไป&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
ก่อนไปปะหน้าเจ้านาย ให้ทำใจให้ว่าง ทำสมองให้โล่งโปร่ง และอย่ากดดันตัวเองว่าผลการเจรจาครั้งนี้จะต้องสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คุณเองนั่นแหละที่จะเกร็งจนพูดไม่ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;3. อย่าเจรจาในที่ที่บรรยากาศไม่เอื้อ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ลองทำการบ้านมาก่อนเรื่องเวลา สถานที่ บรรยากาศ และปัจจัยอื่นๆ ที่จะเอื้อให้การพูดครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ศึกษาดูว่าช่วงที่เวลาไหนที่เจ้านายแฮปปี้ที่สุดและยากที่จะปฏิเสธ อะไรเป็นอุปสรรคขวางคุณอยู่ตรงหน้า ลองศึกษาเรื่องผลประกอบการบริษัทในปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ช่วงนี้มีใครถูกไล่ออกไหม พยายามมองหลายมุมเพื่อให้เจ้านายเออออด้วยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผลเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;4. อย่าเลียจนเกินงาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ให้เจ้านายรู้สึกได้ว่าคุณก็ยังเป็นคุณคนเดิม การทำอะไรที่มันผิดแผก เช่น การเอาใจเจ้านายด้วยการแต่งกายยั่วยวน (กรณีเจ้านายเป็นผู้ชาย) การซื้อของราคาแพงๆ มาประเคน หรือการทำบางสิ่งบางอย่างที่เสแสร้งแกล้งทำ ทั้งๆ ที่ตัวจริงของคุณเป็นอีกอย่าง จะทำให้เจ้านายรู้สึกว่าคุณเปลี่ยนไป เผลอๆ เขาอาจจะคิดไปได้ว่าคุณเป็นประเภททำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;5. อย่าพรีเซนต์แบบเว่อร์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
พยายามพูดแบบเนื้อๆ เน้นๆ และตรงประเด็นที่สุด ที่พลาดไม่ได้คือการถามความเห็นของเจ้านาย เพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของบริษัท และมุมมองของเจ้านายที่มีต่อตัวคุณและผลงานเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;6. อย่าต้อนเจ้านายด้วยคำถามที่ต้องตอบว่า &amp;ldquo;โอเค&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;โนเค&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
พยายามถามด้วยคำถามที่ให้โอกาสเจ้านายได้โต้ตอบเป็นฉากๆ เช่น คำถามที่เริ่มต้นประโยคด้วย &amp;quot;ใคร&amp;quot; &amp;quot;อย่างไร&amp;quot; &amp;quot;ที่ไหน&amp;quot; &amp;quot;ทำไม&amp;quot; &amp;quot;เมื่อไหร่&amp;quot; เมื่อเจ้านายพูดแนะนำหรือให้เหตุผลใดๆ ออกมา รับรองว่าคุณจะได้ข้อมูลใหม่ๆ มาใส่ &amp;ldquo;แรม&amp;rdquo; ของตัวเองได้อีกเพียบ ถ้าการขออัพเงินครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่หลังจากนี้คุณสามารถเก็บไปวิเคราะห์และพัฒนาตัวเองให้เข้าตาเจ้านายต่อไปได้ในอนาคต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;7. อย่าเพิ่งนึกถึงตอนจบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
เป็นไปได้อย่านึกถึงเป็นดีที่สุด อย่าหวังหรือวางแผนเป็นขั้นๆ หรือเป็นสูตรตายตัวว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้ลองโฟกัสไปในจุดที่คุณสามารถควบคุมได้ตอนเจรจา เช่น การเตรียมข้อมูลสำคัญ การควบคุมอารมณ์ไม่ให้ตื่นเต้นเกินไป หรือหากเจ้านายถามเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ต้องตอบให้ได้จะดีกว่าเยอะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;8. อย่าเชื่อมั่นตัวเองสุดโต่งว่าคุณจะต้องได้เงินเดือนขึ้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ให้คิดว่าการที่คุณมาเจรจาและแลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้านายก็เพื่อเป้าหมายของการบรรลุผลตามปรัชญาหรือตามเป้าหมายของบริษัท เงินเดือนมีผลต่องานที่คุณจะทำออกมา และเจรจาก็เพื่อให้องค์กรได้ผลผลิตของงานที่ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่าทุกประเด็นที่คุณยกมาเป็นตัวอย่างในการขอขึ้นเงินเดือน ทำให้งานงอกเงยขึ้นและมีส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทโตขึ้นจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;9. อย่าคิดว่าเงินเดือนหรือตำแหน่งงานตอนนี้ของคุณคือปัญหา&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
จงพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นผู้ไขทางออก อย่ากลัวที่จะเอาผลงานที่เคยทำสำเร็จมาโชว์ให้เห็นเป็นรูปธรรม จงทำให้เห็นว่างานที่ว่านั้นได้ช่วยบริษัทในแง่มุมไหนบ้าง ยิ่งถ้าคุณเตรียมการบ้านมาดีและลิสต์แง่มุมต่างๆ รอบด้านแล้ว การเจรจาต้าอวยจะไม่มีอะไรทำให้หงุดหงิดหัวใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;10. อย่าแสดงท่าทีข่มขู่ คุกคาม หรือบีบคอเจ้านายให้ตอบตกลง&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
ให้สงบเสงี่ยมเจียมตัว วางระยะห่างของคุณกับเจ้านายให้ดี (ให้เกียรติและเคารพในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้างาน) พูดจาฉะฉานและมีเหตุมีผล ถ้าต้องถกกันก็ควรถกแบบเคลียร์ๆ แตกประเด็นออกไป ให้ชัดเจนแบบคนมีวุฒิภาวะ ไม่ต้องกลัวว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร ถ้าลองได้ทำการบ้านมาดี คุมอารมณ์อยู่ มั่นใจตัวเอง ผลลัพธ์ที่ออกมาแม้ไม่เต็มร้อย แต่เชื่อว่าน่าจะเกิน 75 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่หายไปอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือจากการควบคุมของตัวคุณหรือแม้เจ้านายเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ข้อชี้แนะจากกูรู&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
บางที .. เวลาก็ช่วยอะไรได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เหมาะเจาะกับกาลเทศะ ตอนนี้พิษซับไพรม์หรือพิษเศรษฐกิจสหรัฐฯอันเกิดจากหนี้ด้อยคุณภาพด้านอสังหาริมทรัพย์กำลังส่งผลกระทบต่อทั่วโลก ไหนน้ำมันจะพุ่งขึ้นๆ เพราะโอเปคไม่ยอมเพิ่มกำลังการผลิต และปัญหาอื่นๆ อีกหลายปัจจัย เพราะฉะนั้นการขอขึ้นเงินเดือนตอนนี้คงยากหน่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;ldquo;แจ็ค แช็พแมน&amp;rdquo; ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัตราเงินเดือนว่าจ้างพนักงาน เจ้าของผลงานหนังสือ &amp;quot;Negotiating Your Salary: How to Make $1,000 a Minute&amp;quot; บอกว่า ช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ แต่คุณไม่ถูกโละ นั่นแสดงว่าการเก็บคุณไว้ในองค์กรก็ต้องมีเหตุผล คุณอาจทำงานได้ดี ทำงานได้หลายอย่าง การมีคุณหนึ่งคนอาจแทนคนได้อีกเป็นสิบ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่คุณควรทำคือหมั่นเก็บผลงานที่ทำในอดีต ผลงานไหนที่ประทับใจ ทำให้บริษัทเติบโตมีชื่อเสียง เก็บไว้ให้ดี เพราะจะช่วยคุณได้มากตอนเจรจาขึ้นเงินเดือน และเคล็ดลับสำคัญคือ เจ้านายของคุณก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งก็ต้องการประสบความสำเร็จเหมือนกัน ลองคิดดูว่าสิ่งไหนที่ช่วยผลักดันให้เจ้านายของคุณแจ้งเกิดได้ ถ้าคุณทำผลงานได้ดีจนส่งผลต่อเจ้านาย นั่นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในเจรจาขึ้นเงินเดือนได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>5 วิธีทำให้สมองฟิต ความคิดปิ๊ง</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1769</link>
<description>&lt;p&gt;
&lt;font size=&quot;+0&quot;&gt;คุณเคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั้ย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จับจ่ายไม่ได้ เพราะลืมกระดาษโน๊ตจดรายการของที่ต้องซื้อไว้ที่บ้าน&lt;br /&gt;
พระเอกหนังเรื่องที่ดูเมื่อวานชื่ออะไรน้า&lt;br /&gt;
จอดรถไว้ชั้นไหนของห้างนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่า! อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคุณเริ่มแก่ สมองเริ่มเสื่อมแล้ว&lt;br /&gt;
มีวิธีฟิตสมองอย่างง่ายๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวันมาฝากกัน จากหนังสือ &amp;ldquo;สมองฟิต ความคิดปิ๊ง&amp;rdquo; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนฟิตสมอง คุณรู้มั้ยว่า &lt;br /&gt;
พฤติกรรมซ้ำๆ ทำให้สมองฝ่อ&lt;br /&gt;
ในโลกที่เราคาดเดาเกือบทุกอย่างได้ล่วงหน้า กิจวัตรส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมจากจิตใต้สำนึกที่เรากระทำโดยใช้พลังจากสมองน้อยมาก ทำให้ไม่ค่อยมีการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ประสาทในสมองชั้นนอก สมองจึงไม่ค่อยได้ออกกำลัง&lt;br /&gt;
ถ้าคุณขับรถหรือนั่งรถไปทำงานโดยใช้เส้นทางเดิมทุกวัน สมองคุณก็จะใช้ประสาทส่วนเดิมทุกวันเช่นกัน การใช้ประสาทเฉพาะส่วนนั้นๆ เป็นประจำทำให้เซลล์ส่วนนั้นแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันประสาทส่วนอื่นๆกลับอ่อนแอเพราะถูกละเลย ผลดีก็คือ คุณเริ่มช่ำชองกับเส้นทางจาก ก ไป ข แต่ผลเสียคือ สุขภาพสมอง เพราะสมองพลาดโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นด้วยทัศนียภาพใหม่ๆ กลิ่นใหม่ๆ หรือเสียงใหม่ๆ ซึ่งเป็นความแปลกและหลากหลายที่จะช่วยให้เซลล์ประสาทหลายส่วนได้มีกิจกรรมออกกำลัง&lt;br /&gt;
ถ้าสมองได้รับสิ่งใหม่ ส่วนของสมองชั้นนอกหลายส่วนจะมีกิจกรรมมากขึ้นและหลากหลายขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทสมองส่วนต่างๆในรูปแบบใหม่ ส่งผลให้มีการหลั่งสาร นิวโรโทรฟินส์ หรืออาหารสมองมากขึ้น เซลล์สมองจึงแข็งแรงขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5 วิธีฟิตสมองในตอนเช้า&lt;br /&gt;
1. หลับตาอาบน้ำ เปิดก็อกน้ำ ปรับความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสและความรู้สึก (อย่าลืมฝึกวิธีปรับอุณหภูมิให้แม่นก่อนลงมือเพื่อป้องกันน้ำร้อนลวกตัว) หลับตาใช้มือสัมผัสหาอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นจึงล้างหน้า อาบน้ำหรือโกนหนวด &lt;br /&gt;
2.เกมสลับมือ ขยับสมอง ฝึกใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัดแปลงฟัน หมุนฝาหลอดยาสีฟันและป้ายยาสีฟันบนแปรง อาจใช้วิธีนี้กับกิจกรรมยามเช้าอื่นๆ ...การฝึกลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ให้เริ่มสั่งการเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่สมองซีกนี้ไม่ค่อยมีส่วนร่วม มีการวิจัยพบว่าการฝึกเช่นนี้ส่งผลให้วงจรและเครือข่ายสมองในส่วนเยื่อหุ้มสมองคอร์แทกซ์ที่ทำหน้าที่ควบคุม และรับส่งคำสั่งจากมือ มีการขยายตัวอย่างมากและในอัตราที่รวดเร็ว หรืออาจลองทำสิ่งต่างๆด้วยมือข้างเดียว ก็ได้ &lt;br /&gt;
3. อยู่ในโลกไร้เสียง ปิดหูด้วยการใส่หูฟังขณะรับประทานอาหารกับครอบครัวเพื่อสัมผัสโลกเงียบ...คนใกล้ตัวคงเคยบ่นว่าคุณฟังสิ่งที่เขาพูดเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นตอนยุ่งอยู่ ลองฝึกตัวเองด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณบังคับตัวเองให้ใช้ตัวช่วยอื่นในการทำกิจกรรม เช่น รู้ว่าขนมปังปิ้งที่อยู่ในเครื่องปิ้งได้ที่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งเสียง&lt;br /&gt;
4. เช้าวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลองเลือกกิจกรรมต่อไปนี้หนึ่งหรือสองข้อ แต่ไม่ควรทำหมดทุกข้อในเช้าวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&amp;bull; สลับลำดับกิจวัตรตอนเช้า เช่น ถ้าคุณเคยแต่งตัวก่อนกินข้าว ลองเปลี่ยนมากินข้าวก่อนแต่งตัว&lt;br /&gt;
&amp;bull; ถ้าคุณเคยรับประทานกาแฟกับขนมปังทุกเช้า ลองเป็นข้าวโอ๊ตและชาสุขภาพ หรืออาหารอื่นบ้าง&lt;br /&gt;
&amp;bull; เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก เปลี่ยนรายการวิทยุ หรือทีวีไปเป็นรายการที่คุณไม่เคยฟัง รายการเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นสมองให้สนใจในเรื่องที่คุณเคยมองข้าม&lt;br /&gt;
&amp;bull; เปลี่ยนเส้นทางที่จะเดินทางไปทำงาน&lt;br /&gt;
จากการศึกษาภาพถ่ายของสมอง กิจกรรมใหม่ๆจะกระตุ้นเซลล์ประสาทที่กินพื้นที่สมองชั้นนอกในบริเวณกว้าง วิธีเติมกิจกรรมใหม่นี้จะให้ผลลดลงเมื่อกิจกรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรหรือเป็นอัตโนมัติ เนื่องจากสมองต้องใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าต่อนทำกิจกรรมที่ทำจนชินแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. เซ็กซ์ สุดยอดกิจกรรมออกกำลังสมอง ความตื่นเต้นระทึกใจจากกิจกรรมแปลกใหม่ เป็นหัวใจหลักของการเร้าอารมณ์รักโดยเฉพาะในคู่สมรสที่แต่งงานมานาน เพราะช่วยให้คู่รักพบกับความท้าทายและตื่นเต้นจากประสบการณ์ทางเพศแบบใหม่ ใช้จินตนาการและดึงอารมณ์ความรู้สึกทุกส่วนออกมาปรับใช้ เช่น สวมชุดนอนผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกสัมผัสที่เรียบลื่น โรยกลีบกุหลาบหอมกรุ่นบนเตียง นวดสัมผัสกันและกันด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงโรแมนติค&lt;br /&gt;
เซ็กซ์ที่ดีนับเป็นการออกกำลังสมองที่ดี ฟังดูอาจเป็นการสรรเสริญเยินยอกิจกรรมบนเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง เพราะในกิจกรรมร่วมรักมีการใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นในวงจรสมองทุกส่วนรวมทั้งวงจรที่รับรู้เรื่องอารมณ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1768</link>
<description>&lt;font size=&quot;+0&quot;&gt;ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แปลโดย Wilai Trakulsin&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ( รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป! &lt;br /&gt;
2. เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์ &lt;br /&gt;
3. เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม &lt;br /&gt;
4. เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน &lt;br /&gt;
5. เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก &lt;br /&gt;
6. บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ &lt;br /&gt;
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย &lt;br /&gt;
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9. บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10. วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11. เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑. มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๒. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๓. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๔. มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต&lt;/font&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>7 กฎของการใช้อารมณ์ในเวลางาน </title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1767</link>
<description>เมื่อคืนคุณนอนดึกเพราะต้องทำงานชิ้นหนึ่งให้สำเร็จ (หลังจากเพิ่งวางหูโทรศัพท์จากคนรักที่ตัดพ้อต่อว่าว่า &amp;ldquo;ดูเหมือนช่วงนี้เราจะเข้ากันไม่ได้&amp;rdquo; รุ่งเช้าของวันต่อมาคุณก็เลยออกจากบ้านสาย ที่แย่กว่านั้น การจราจรบนท้องถนนก็ไม่เป็นใจ ไม่ว่าจะเพ่งสมาธิไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจจราจรเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จอย่างที่ต้องการแต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ สิ่งแรกที่คุณควรทำคงจะเป็นอะไรเสียไม่ได้ นอกจากการปรับโหมดอารมณ์ที่ทั้งง่วง ทั้งหิว ทั้งเหนื่อยใจให้สงบลงเมื่อถึงที่ทำงาน แต่บางครั้งบางทีมืออาชีพก็มีพลาดบ้าง และบางครั้งถึงกับเกือบตกม้าตาย เพราะมองข้ามเรื่องกฎของการใช้อารมณ์ในเวลางาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;1. &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;คุณคือโลโก้ บริษัท อย่าวู่วาม :&lt;/strong&gt; กฎข้อแรกที่เรากำลังจะพูดถึง คือ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร คุณต้องระงับอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์โกรธของคุณให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกท้าทายระหว่างการทำงานนอกสำนักงานของคุณเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;2. &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ความขัดแย้งทำลายบรรยากาศการทำงานและไม่ทำให้คุณมีความสุข :&lt;/strong&gt; แม้จะไม่ลงรอยกันหรือเกลียดหน้ากันมากแค่ไหน การมีช่องว่างระหว่างกัน ทำตัวออกห่างโดยเลือกที่จะไม่อยู่ใกล้คือหนทางเดียวที่จะทำให้คุณทำงานร่วมกับคู่อริได้อย่างมีความสุขที่สุดโดยที่ไม่ถูกจับจ้องหรือเพ่งเล็ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;3. &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;การประเมินอารมณ์เป็นเรื่องที่ทำได้&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt; :&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; เมื่อเหตุการณ์จบลง และแน่ใจว่าได้แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดหรือสิ่งที่คนอื่นเข้าใจผิดกับตัวคุณให้ผ่านพ้นไปแล้ว คุณน่าจะประเมินเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างถี่ถ้วนที่สุดเท่าที่จำทำได้ เพื่อหาคำตอบให้กับตัวเองว่าสาเหตุของความโกรธหรือความอ่อนไหวของคุณคืออะไร (คน ระบบ หรือสถานการณ์) นอกเหนือไปจากนั้น คุณจะต้องรู้ว่าคุณมีดีกรีหรือระดับความโกรธมากแค่ไหน (เช่น คุณโมโหมากเกินไปหรือไม่เมื่อบริกรทำสูทอาร์มานีของคุณเปื้อนไวน์ในระหว่างงานเลี้ยงรับรองครั้งที่ผ่านมา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;4. &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;สร้างเงื่อนไขให้กับตัวเองเสียใหม่ :&lt;/strong&gt; เมื่อทราบแล้วว่าคุณ &amp;ldquo;Sensitive&amp;rdquo; หรือโกรธได้ง่ายๆ กับเรื่องหนึ่งเรื่องใด สิ่งที่ทำได้ คือ ใช้บทเรียนของคุณมาแก้ปัญหานั้นๆ เช่น ถ้าคุณต้องโมโหจนควันออกหูทุกครั้งกับคนคนเดิมที่ต้องประสานงาน ทางออกที่ดีคือพูดกันให้น้อยที่สุดแล้วใช้การติดต่อทางอีเมล์ช่วยในการประสานงาน หรือเมื่อถูกมองในแง่ลบ คุณจะต้องสงบสติอารมณ์แล้วแสดงทรรศนะด้วยความสุภาพ ชี้แจงว่าคุณไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด แทนการใช้อารมณ์โดยปราศจากการเรียบเรียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;5. &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ผิดแล้วผิดอีกไม่ได้ :&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;หลังจากที่โดนลงอาญาจากเพื่อนฝูงและเจ้านาย (ก็เล่นไปปล่อยหมัดใส่เพื่อนตัวแสบเสียกำปั้นใหญ่) แม้ว่าจะเป็นฝ่ายถูกในเรื่องของเหตุผล คุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำคือการยับยั้งชั่งใจ และวางตัวเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีของทุกคนในโหมดที่เคยเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;6. &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;หลบไปตั้งหลักหรือทำสมาธิในที่ที่ไม่มีใครเห็น&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt; :&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; บางครั้งการจัดการหับอารมณ์ก็หนักหนาสาหัสสุดๆ สำหรับใครบางคนอย่างไรก็ตาม การเดินหนีปัญหาชั่วคราวด้วยการออกไปหามุมสงบเพื่อนั่งสมาธิ หรือปล่อยใจให้ว่างก็เป็นทางออกที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นห้องโล่งว่าง ร้านกาแฟ หรือขับรถออกไปกินลมสักพัก เมื่อสมองปลอดโปร่งแล้วเรื่องทุกอย่างก็คลี่คลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;7. &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;บอกกับทุกคนว่า &lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;โอเค ผมยังไหว&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;rdquo; :&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; โดยธรรมชาติของมนุษย์ อารมณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์ด้วยกันสามารถสัมผัสและเข้าใจได้ ไม่ว่าคุณจะพยายามปกปิดแค่ไหน ยกเว้นก็แต่ผู้ร้ายปากแข็งและนักแสดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์โกรธ หลายครั้งที่เหนื่อยจากการทำงานหรือต้องเผชิญกับปัญหาส่วนตัว อารมณ์เหล่านี้จะถูกสะท้อนออกมาให้เห็นจากแววตาและสีหน้าของคุณโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่คุณควรทำคือ บอกทุกคนว่ายังไหว เพื่อสร้างกำลังใจให้กับทุกคนในการทำงาน และไม่เปิดช่องว่างให้กับศัตรู ถ้าจะเปรียบก็คงจะไม่ต่างอะไรกับการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ที่คุณต้องนิ่งเข้าไว้เพื่อไม้ให้คนในสงสัยว่ามีไพ่อะไรอยู่ในมือของคุณ&lt;br /&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>'เค้ก (ใน) โรงเรียน' สูตรอร่อยๆ เงินงามๆ</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1766</link>
<description>ในหลายโรงเรียนมีอาหารการกินอร่อย ๆ ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งอาหารที่ขายให้นักเรียนนั้นมิใช่ว่าจะอย่างไรก็ได้ ต้องทั้งสะอาด มีคุณภาพ มีความอร่อย ในราคาสมเหตุสมผล อย่าง &amp;ldquo;เค้ก (ใน) โรงเรียน&amp;rdquo; รายนี้ก็ใช่...&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ธมกร แสงโสมวงศ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือ คุณเอ๋ เป็นเจ้าของร้านขนมหวานในโรงอาหารของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (พญาไท) ซึ่งปีนี้ก็ขายมาเป็นปีที่ 12 แล้ว โดยขนมที่ขายในปัจจุบันก็รวมถึงขนมอบต่าง ๆ อาทิ เค้กชอกโกแลต แอปเปิลสตูเซลล์ เค้กกล้วยหอม เค้กฟักทอง ทอฟฟี่เค้ก ฯลฯ ที่ทำขายให้เด็กที่เบื่อขนมหวานอื่น ๆ&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ขนมจำพวกเค้กนี้ก็ได้รับความนิยมสูง เพราะขายไม่แพง และอร่อยเข้าขั้น ซึ่งคุณเอ๋ได้เผยเคล็ดลับ &amp;ldquo;เค้กชอกโกแลต&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;แอปเปิลสตูเซลล์&amp;rdquo; กับทีม &amp;ldquo;ช่องทางทำกิน&amp;rdquo; ดังนี้...&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;&amp;ldquo;แอปเปิลสตูเซลล์&amp;rdquo; แยกการทำเป็นส่วนเนื้อ-ส่วนหน้า การทำส่วนเนื้อนั้น ตีเนยสด 300 กรัม (ผสมมาการีนนิดหน่อยเพื่อพยุงเนื้อผลไม้) กับน้ำตาล 200 กรัม ประมาณ 5-6 นาที&amp;nbsp; (ใช้เครื่องตีแป้ง ราคา 15,000-25,000 บาท)&amp;nbsp; จากนั้นเทไข่แดงอีก 3 ฟองลงไปตีผสมจนขึ้นฟู ลดความเร็วเครื่องตี ใส่แป้งสาลีอเนกประสงค์ 300 กรัม, ผงฟู 1 ช้อนชา, นมเปรี้ยว (เป็นส่วนผสมระหว่างนมข้นจืด 100 กรัม&amp;nbsp; กับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา), อบเชย 1/4 ช้อนชา, เกลือนิดหน่อย, เนื้อแอปเปิลขูดฝอย 200 กรัม&amp;nbsp; และลูกเกด (ต้มสุกสะเด็ดน้ำ และสับหยาบ) 200 กรัม ลงไปตีจนเข้ากัน จากนั้นเทส่วนเนื้อแป้งลงในถาดอลูมิเนียมขนาด10 x 10 นิ้ว และลึก&amp;nbsp; 1.5 นิ้ว พักไว้&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;สำหรับส่วนหน้า ผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์&amp;nbsp; 80&amp;nbsp; กรัม กับน้ำตาลไอซ์ซิ่ง 30 กรัม, น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ, อบเชยป่น 1/4 ช้อนชา และเนยสด 50 กรัม โดยการผสมนั้นอาจใช้วิธีปั่นหยาบด้วยเครื่องปั่น หรือใช้ส้อมสับให้ส่วนผสมเข้ากันจนละเอียดพอเป็นขนาดเม็ดทราย จากนั้นเทส่วนหน้าลงบนส่วนเนื้อที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้สม่ำเสมอกัน นำเข้าเตาอบ (ราคาประมาณ 14,000 บาท) อบที่ความร้อน 350 องศาฯ นาน 45 นาที ก็ใช้ได้&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ตัดขนาดชิ้นละ 4x6 ซม. จะได้ 24&amp;nbsp; ชิ้น ขายชิ้นละ 10 บาท ต้นทุนต่อถาด 150 บาทขึ้นไปต่อไปเป็น &amp;ldquo;เค้กชอกโกแลต&amp;rdquo; ซึ่งสูตรที่ทำนั้น ในส่วนของเนื้อแป้ง ก็ร่อนแป้งสาลี (แป้งเค้ก) 160 กรัม กับโกโก้ผง 50 กรัม, โซดาผง (ไบคาร์บอเนต) 1 ช้อนชา, วานิลลาผง 1/4 ช้อนชา, เกลือ 1/2 ช้อนชา และเคล้ากับน้ำตาลทราย 200 กรัม เคล้าและคนให้เข้ากัน ตรงนี้คือส่วนที่ 1&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ส่วนที่ 2&amp;nbsp; ก็มีน้ำมันพืช 125 กรัม, น้ำ 100 กรัม, ไข่แดง 4 ฟอง, นมข้นจืด 50 กรัม, น้ำมะนาว 2 ช้อนชา โดยใช้ตะกร้อคนให้ส่วนที่&amp;nbsp; 2 และส่วนที่ 1 ที่นำมาผสมกัน ให้เข้ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ส่วนที่ 3&amp;nbsp; ตีไข่ขาว 4 ฟอง กับครีมออฟทาทา (ผงฟูสำหรับไข่ขาว) 1 ช้อนชา และน้ำตาลทราย 100 กรัม จนขึ้นฟูตั้งยอด จากนั้นใช้ตะกร้อคนส่วนที่ 3&amp;nbsp; ที่นำไปผสมกับส่วนที่ 2+1&amp;nbsp; ให้เข้ากัน ก็จะเป็นส่วนของเนื้อแป้งเค้กชอกโกแลต โดยแป้งส่วนเนื้อนี้นำไปเทใส่ถาดอลูมิเนียมขนาด 10 x 13 นิ้ว ลึก 1.5 นิ้ว แล้วนำไปอบที่ความร้อน 450 องศาฯ นาน 20 นาที&amp;nbsp; เมื่อเนื้อแป้งสุกแล้ว สไลด์เนื้อแป้งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละเท่า ๆ กัน เพื่อจะเทส่วนของหน้าชอกโกแลต โดยตั้งพักทิ้งไว้ให้เย็น&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;สำหรับส่วนหน้าของเค้กชอกโกแลต ร่อนผงโกโก้ 50 กรัม กับน้ำตาลทราย 200 กรัม ให้เข้ากัน และใส่ผงวุ้น 1 ช้อนชา คลุกให้เข้ากัน จากนั้นละลายด้วยการตั้งไฟให้เดือดด้วยการใส่นมข้นจืด 200 กรัม และน้ำ&amp;nbsp; 300 กรัม จากนั้นละลายนมข้นจืดอีก 500 กรัม กับแป้งข้าวโพด 40 กรัม เทลงไปผสมด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;เมื่อเดือดอีกครั้งแล้ว ยกลง ใส่เนยสด 150 กรัม, ครีมข้น 100 กรัม และเหล้ารัม 1 ช้อนโต๊ะ คนผสมให้เข้ากัน แล้วจึงนำไปราดหน้าบนเนื้อเค้กที่เย็นแล้ว โดยเทที่ชั้นล่างก่อน และวางเนื้อเค้กอีกชั้นที่แบ่งไว้ทับลงไป แล้วก็ราดหน้าชอกโกแลตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งลักษณะจะออกมาเหมือนชิฟฟ่อนเค้กที่มี 2 ชั้น&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ตัดเค้กชอกโกแลตขนาด 4.6 ซม ซึ่งต่อถาดจะได้ 32 ชิ้น ขายชิ้นละ 10 บาท ต้นทุนถาดละประมาณ 200 บาท ถ้าเป็นการขายส่งยกถาดจะขายถาดละ 280 บาท&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;โทรศัพท์ติดต่อคือ 08-9456-6007 (ตามวันที่เด็กมีการเรียนหนังสือ) ขาย &amp;ldquo;เค้ก (ใน) โรงเรียน&amp;rdquo; นี่ก็ไม่ธรรมดา !!&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คู่มือลงทุน...เค้กชอกโกแลต&lt;/strong&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ทุนอุปกรณ์ &amp;nbsp;30,000 บาทขึ้นไป&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ทุนวัตถุดิบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประมาณ 200 บาท/ถาด&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;รายได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;280-320 บาท/ถาด&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;แรงงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;1 คนขึ้นไป&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;ตลาด &amp;nbsp;&amp;nbsp;โรงอาหารโรงเรียน, ชุมชน&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;จุดน่าสนใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;คนไทยนิยมทานกันมาก&lt;/font&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>เศรษฐีหอบ 2,000 ล้านลงทุนนอก</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1765</link>
<description>&lt;font color=&quot;#003366&quot;&gt;เศรษฐีเงินออม เดินหน้าหอบ 2,000 ล้านบาท ตั้งกองทุนส่วนบุคคลลุยไฟต่างประเทศ บลจ.เผยเหตุ ลูกค้าตื่นตัวกระจายความเสี่ยงหนีพิษเงินเฟ้อและเพื่อปรับตัวรับพ.ร.บ.ค้ำประกันเงินฝากที่มีผลบังคับใช้สิงหาคมนี้ แนะเทน้ำหนักลงทุนในตราสารหนี้ ส่วนหุ้นเสี่ยง เผยบรรดาเศรษฐีลงทุนต่างประเทศเพิ่มสัดส่วนเป็น 20-30% ดันสินทรัพย์ทั้งระบบพุ่งเฉียด 3 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท ส่วนบอนด์เกาหลียังเป็นขวัญใจรายย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
             &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ภายใต้สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบและแรงกดดันจากวิกฤติเงินเฟ้อ สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน สมาคมนักวิเคราะห์ปรับลดเป้าดัชนีลงแล้ว โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯเฉลี่ย ณ ปลายปี 2551 อยู่ที่ 927 จุด จากเดือนมกราคมที่ผ่านมาเคยคาดการณ์ไว้ที่ 958 จุด ในด้านของผู้ออมและผู้ลงทุนรายใหญ่นั้น ได้มีความเคลื่อนไหวการบริหารเงินออมเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคล(ไพรเวทฟันด์)เพื่อลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ***ครึ่งปีหลังแห่ลงทุน 2,000 ล้าน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ทั้งนี้นางพัชรินทร์ เตชะเคหะกิจ รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ไทยพาณิชย์ คาดว่าครึ่งปีหลังนี้นักลงทุนรายใหญ่จะลงทุนต่างประเทศด้วยการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลประมาณ 1,800-2,000 ล้านบาท โดยคาดว่าบลจ.ที่มีส่วนแบ่งตลาดกองทุนส่วนบุคคลสูงสุด 10 อันดับแรก(ดูตารางประกอบ) มีลูกค้าสนใจไปลงทุนต่างประเทศอย่างน้อยบริษัทละ 10 ราย โดยมีวงเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อราย (ประมาณ 15 ล้านบาทต่อราย) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
              &amp;quot;ส่วนของบลจ.ไทยพาณิชย์ฯ ขณะนี้มีลูกค้าแสดงความสนใจเกิน 10 รายแล้ว  ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่สนใจลงทุนในตราสารหนี้  &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ***เตือนหลีกเลี่ยงหุ้นโลก  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นางพัชรินทร์ กล่าวว่า บริษัทไม่แนะนำให้ลูกค้าตั้งกองทุนส่วนบุคคลเพื่อลงทุนในหุ้นเพียว ๆเพราะตอนนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความเสี่ยงทำให้อาจไม่คุ้มค่ากับการตั้งกองทุน แต่แนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปที่ลงทุนต่างประเทศ( FIF ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกคาดว่าให้ผลตอบแทนที่ดีจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น อีกทั้งจากเงินบาทที่แข็งค่าถือเป็นการเพิ่มอำนาจซื้อหรือทำให้เงินลงทุนมีมูลค่ามากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้แนวโน้มเงินบาทจะอ่อนค่าลง แต่คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ทั้งนี้ ปัจจุบันลูกค้ากองทุนส่วนบุคคลของบลจ.ไทยพาณิชย์ฯ มีจำนวน 350 ราย โดยส่วนใหญ่หรือคิดเป็น 80% ของเงินลงทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ คิดเป็นวงเงินลงทุนต่อราย 30 ล้านบาท ส่วนอีก 20 % มีนโยบายลงทุนในหุ้น คิดเป็นวงเงินลงทุนต่อราย 10 ล้านบาท ขณะที่คาดว่าทั้งปีจะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารในส่วนกองทุนบุคคลและธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ด้านนายประเวช องอาจสิทธิกุล รองเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)กล่าวช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า บลจ. ส่งรายชื่อลูกค้าบุคคลธรรมดาที่สนใจจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลเพื่อนำเงินลงทุนต่างประเทศ 10-20 ราย ส่วนบริษัทหลักทรัพย์(บล.) ได้ออกไปลงทุนต่างประเทศแล้วมูลค่ารวม 30-40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 990-1,320 ล้านบาท )&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 รายงานข่าวจากก.ล.ต.ระบุว่า ณ วันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีลูกค้าบลจ.ที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองส่วนบุคคลเพื่อลงทุนต่างประเทศแล้ว 13 ราย คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 214.50 ล้านบาท ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ***เศรษฐีไทยลงทุน 30% ของพอร์ต                &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเงินเฟ้อ ในส่วนของนักลงทุนรายใหญ่(ไฮเน็ต เวิร์ธ) หรือกลุ่มไฮเอนด์ เชื่อว่าส่วนใหญ่ยังสนใจลงทุนในต่างประเทศในรูปแบบการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคล แม้ว่าที่ผ่านมาลูกค้ากลุ่มนี้ได้ลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ( FIF ) ไปบ้างแล้วแต่ก็มีสัดส่วนน้อยคือ ประมาณ 10% ของพอร์ตเท่านั้น ขณะที่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเศรษฐีในทวีปเอเชียพบว่ามีสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศถึง 50%ของพอร์ตเลยทีเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ฉะนั้นเชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐีไทยที่เป็นกลุ่มลูกค้าส่วนบุคคลจะทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศเป็น 20-30%ของพอร์ต ซึ่งสาเหตุหนึ่งเพราะรัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกองทุนส่วนบุคคลที่ไปลงทุนต่างประเทศ โดยหากลงทุนเกิน 1 ปีไม่ต้องเสียภาษีผลตอบแทนการลงทุน(แคปปิตอลเกน) เช่นเดียวกับกองทุนรวมทั่วไป ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลในประเทศยังต้องเสียภาษีอยู่ ดังนั้นเชื่อว่าลูกค้าสนใจตั้งกองทุนส่วนบุคคลเพื่อลงทุนในต่างประเทศมากกว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 สำหรับบลจ.ทิสโก้ฯ ปัจจุบันมีลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล 200 กว่าราย แบ่งเป็นลูกค้าประเภทบุคคลประมาณ 80% และลูกค้าสถาบันประมาณ 20% โดยลูกค้าประเภทบุคคลมีเงินลงทุน 40 ล้านบาทต่อรายขึ้นไป ส่วนลูกค้าสถาบันมีเงินลงทุน 100 ล้านบาทต่อรายขึ้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ***ดันสินทรัพย์พุ่งเฉียด 3 แสนล. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน รองกรรมการผู้จัดการ บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทยฯ และในฐานะอุปนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนหรือสมาคมบลจ.ด้านธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้นักลงทุนรายใหญ่สนใจจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลเพื่อลงทุนในต่างประเทศ คือ การมีพ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากซึ่งทำให้ต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน อีกทั้งรัฐบาลส่งเสริมให้ไปลงทุนต่างประเทศด้วยการลดหย่อนภาษีกำไรจากการลงทุน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ดังนั้นเชื่อว่าในระยะ 2 ปีข้างหน้านักลงทุนกลุ่มนี้จะเข้าใจและสนใจลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น คาดว่าทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ(เอ็นเอวี)กองทุนส่วนบุคคลทั้งอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท เป็น 270,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 170,000 ล้านบาท ส่วนลูกค้าส่วนบุคคลของบริษัทที่สนใจนั้นส่วนใหญ่เป็นลูกค้าสถาบัน เช่น บริษัทประกัน เป็นต้น เพราะบริษัทมีสัดส่วนลูกค้าส่วนบุคคลเป็นสถาบันถึง 70% ส่วน 30% เป็นลูกค้าบุคคล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นายธีรพันธุ์ ยอมรับว่าช่วงนี้ลูกค้าอาจจะอยู่ในช่วงประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้น หากเสนอขายกองทุนต่างประเทศ คงไม่ได้รับความสนใจมากนัก และคาดว่าช่วงไตรมาส 3 เป็นจังหวะที่ดีที่จะออกกองทุนหุ้นต่างประเทศเพื่อขายนักลงทุนทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ***ลงทุนรับพ.ร.บ.ครองเงินฝาก            &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี(ไทย)ฯ กล่าวว่า บริษัทเสนอโปรดักต์กองทุนต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น เช่นเดียวกับกองทุนส่วนบุคคลที่บริษัทจะเสนอขายด้วย ซึ่งจากการสำรวจความสนใจของลูกค้าพบว่าหุ้นต่างประเทศยังเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคมนี้ที่พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากประกาศใช้ เชื่อว่าลูกค้าส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มเศรษฐีจะสนใจลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &amp;quot;ในสภาวะที่บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อสูง โดยเฉพาะตลาดหุ้น สำหรับบลจ.ยูโอบีฯ ยังเชื่อว่าตลาดหุ้นเอเชียเหนือ น่าสนใจลงทุนมากที่สุด แต่ยอมรับว่าต้องเลือกด้วย ยกตัวอย่างตลาดหุ้นจีนที่ปรับลงมามากแล้วประมาณ 40% ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าปีนี้ เศรษฐกิจจีนยังมีโอกาสเติบโตในระดับ 9% ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่าช่วงครึ่งปีหลังนี้หุ้นจีนจะปรับขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ซึ่งจากสถิติในอดีตพบว่าประเทศที่เป็นเจ้าภาพหุ้นจะปรับขึ้นในช่วงฤดูกาลแข่งขัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ***บอนด์เกาหลีอายุ 2 ปี ได้ 5.25% /ปี    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 สำหรับบลจ.ทหารไทยฯ ซึ่งได้ออกกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 16 กองทุน คิดเป็นเงินระดุมครั้งแรก(IPO ) รวม 28,483 ล้านบาท และระหว่างวันที่ 17-24 มิถุนายนนี้ ได้เปิดขายกองที่ 17 มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท อายุ 2 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทยฯ เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้าเปิดขายกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีให้เลือกทั้งระยะสั้นอายุ 6 เดือน และระยะยาวอายุ 2 ปี ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ยังน่าสนใจ เนื่องจากยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยเฉพาะกองทุนทหารไทยพันธบัตรเกาหลีใต้ อายุ 2 ปี จะมีอัตรารับซื้อคืนไม่ต่ำกว่า 5.25% ต่อปี และจ่ายผลตอบแทนถึงปีละ 4 ครั้ง ซึ่งถือเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงสุดในขณะนี้ หากเปรียบเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2551 ให้ผลตอบแทนในอัตรา 4.67% ต่อปีเท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดขาย กองทุนทหารไทยพันธบัตรเกาหลีใต้ 6M3 อายุ 6 เดือน อัตรารับซื้อคืนไม่ต่ำกว่า 3.50% ต่อปี ซึ่งทั้ง 2 กองทุนมีนโยบายการลงทุนในพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรธนาคารแห่งชาติที่รัฐบาลเกาหลีใต้ เป็นผู้ออกหรือเป็นผู้ค้ำประกันไม่น้อยกว่า 99% จึงมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำมาก เพราะพันธบัตรเกาหลีใต้มีเครดิตเรตติ้งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย อีกทั้งยังมีการแปลงเงินลงทุนในต่างประเทศเป็นเงินบาทแล้ว ทำให้ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนที่แน่นอน แต่ได้รับผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ส่วนบลจ.ทิสโก้ฯ อยู่ระหว่างการเปิดขาย&amp;quot;กองทุนเปิด ทิสโก้ เอเชีย แปซิฟิก เอ็กซ์ เจแปน ทริกเกอร์ 15% # 2&amp;quot; ซึ่งเป็นกองทุนรวมต่างประเทศที่เน้นลงทุนผ่านกองทุนหุ้นกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองทุนต่อเนื่องจากกองแรกที่สามารถสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมาย( 15% ) ได้ในระยะเวลาเพียงสองเดือนเศษ โดยเปิดขายเพียงครั้งเดียว ถึงวันที่ 20 มิถุนายนนี้ ลงทุนขั้นต่ำ 20,000 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
   ***กบข. ตั้งรับเศรษฐกิจโลกถดถอย   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ยอมรับว่า การลงทุนในปีนี้เผชิญกับความผันผวนค่อนข้างมาก สำหรับพอร์ตลงทุนของกบข. ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 380,000 ล้านบาท ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลาย และครึ่งปีหลังนี้ กบข.จะกระจายการลงทุนไปยังหลักทรัพย์ประเภทนิติบุคคลเอกชนต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนสัมพันธ์กับอัตราเงินเฟ้อ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ส่วนนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายประเทศ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดแรงกดดันปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตรของกบข.จำเป็นต้องมีการลดการถือครองพันธบัตรระยะยาว และหันมาถือครองพันธบัตรที่มีอายุสั้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตการลงทุน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>บทเรียนสร้างธุรกิจ</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1764</link>
<description>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;การเรียนรู้จากบทเรียนของผู้อื่นเป็นหนทางเรียนลัดได้อย่างดี เพราะผู้ประกอบการจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตนเองไปทุกเรื่องโดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นสร้างธุรกิจ และในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างทุกวันนี้เพราะการเริ่มต้นดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วส่วนหนึ่ง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วาสนา ลาทูรัส กรรมการผู้บริหาร บริษัท นารายา อินเตอร์เทรด จำกัด เจ้าของแบรนด์ Naraya กล่าวถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Naraya ว่า มาจากการที่ราคาสินค้าไม่แพง สินค้าซึ่งเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและดีไซน์มากกว่า 3,000 แบบ ให้ลูกค้าได้เลือกอย่างจุใจ และมีการนำระบบไอทีมาใช้เพื่อช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่กว่าที่จะประสบความสำเร็จนั้น เริ่มต้นธุรกิจมาจากการส่งขายกระเป๋าผ้าด้วยสภาพที่ติดลบมาจากธุรกิจส่งออกอะไหล่รถจักรยานยนต์ของสามีมีหนี้สินประมาณ 18 ล้านบาท จนกระทั่งปัจจุบันนี้สามารถสร้างยอดขายได้ถึงปีละ 400 ล้านบาท
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ตอนนั้นทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป ส่วนใหญ่ซื้อสินค้ามาจากสำเพ็ง แล้วนำไปส่งที่ร้านต่างๆ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคตจึงไปกู้เงินมา 2 แสนบาท ซึ่งเป็นการเริ่มต้นด้วยเงินทุนที่นับว่าไม่ได้มากนักเพื่อซื้อจักรสำหรับเย็บและเริ่มนำสินค้าไปออกงานแฟร์จนได้ลูกค้าและเป็นที่รู้จักยอมรับของตลาด ทำให้ปัจจุบันธุรกิจเติบโตมีพนักงานมากถึง 3000 คน เพราะเป็นงานหัตถกรรมที่ต้องในแรงงานคน แต่เพื่อทำให้ผลผลิตเร็วขึ้นและมีคุณภาพมาตรฐาน จึงต้องมีการพัฒนานำเอาเทคโนโลยีมาใช้และตั้งโรงงานขึ้นมาแทนที่จะอาศัยแต่ชาวบ้านซึ่งมีปัญหาเรื่องการหยุดงานบ่อย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วาสนากล่าวว่า ในอดีตยังไม่มีธนาคารที่ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน แต่ปัจจุบันมีบริการส่วนนี้เพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม เธอให้คำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรจะฝากเงินกับธนาคารแล้วใช้เงินทุนของตัวเองก่อน เมื่อธุรกิจขยายถึงคราวจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มจึงค่อยหันไปพึ่งธนาคาร&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เราต้องมีวินัยทางการเงิน รู้จักจัดการใช้เงินให้เหมาะสม ต้องบริหารคนให้ดี มองการตลาดให้กว้าง เรียนรู้ให้มาก และทำบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัทเพื่อจะทำให้เติบโตไปได้อย่างมั่นคง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปกรณ์ พัฒนแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงธุรกิจของ Naraya ว่า Naraya มีกลยุทธ์เหมือน Gucci คือเริ่มจากหัตถกรรมก่อน แล้วจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามา เพราะบางอย่างชาวบ้านทำไม่เป็น แล้วคนงานหยุดบ่อยจึงต้องตั้งโรงงานขึ้นมา และต้องขยายตัวสินค้ามากขึ้น ต้องมีการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ก่อนสิ่งที่ได้เรียนรู้คือตอนลงทุนครั้งแรกเกิดจากสามีทำงานอยู่ที่ลิเบียแล้วเห็นโอกาสทางธุรกิจ แต่ลืมคิดว่าสินค้ามีกำไรไม่มาก มีเงินลงทุนไม่เพียงพอ ลืมคิดว่า SME ต้องใช้เงินในการลงทุนมาก แล้วต้องบริการให้ดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นหากไม่สามารถแข่งขันได้ดีพอย่อมมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความล้มเหลวได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การเปิดบริษัทครั้งแรกไม่แนะนำให้เปิดเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เพราะจะมีปัญหากันภายใน โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน ให้เปิดเป็นบริษัทจำกัดจะดีกว่า และจุดเริ่มต้นต้องเลือกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อและความถนัดของเรา สินค้าต้องมีคุณภาพ และที่สำคัญต้องมีไอเดียดีๆ แปลกใหม่อยู่เสมอ จึงจะสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของเงินทุน เนื่องจากการขาดแหล่งเงินทุนทำให้ต้องกู้เงินจากเงินกู้นอกระบบเพื่อมาทำธุรกิจแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงนั้น ขอแนะนำว่าจะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจและอันตรายมาก ในทางที่ถูกต้องขอแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เงินออมที่มีอยู่ในการเริ่มต้นธุนกิจเพราะช่วงแรกธุรกิจจะได้กำไรไม่มาก เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัวจึงค่อยกู้เงินมาลงทุนเพิ่มจึงจะดีกว่า&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับความคิดส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการมักจะกลัวการกู้เงินจากธนาคาร การลงทุนต้องมีการเตรียมตัว มีแผนธุรกิจว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไร เงินเพียงพอหรือไม่ มีการเดินบัญชีสเตทเม้นท์เสมอ มีการซื้อขายจริง เครดิตของผู้ขอสินเชื่อต้องดี มีประวัติทางธุรกิจ เพราะทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับค่าใช่จ่ายส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม การมีวินัยทางการเงิน จะทำให้ได้เงินกู้อย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปกรณ์ทิ้งท้ายว่า ในแง่บริการของธนาคารมองลูกค้าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ คิดว่าผู้ประกอบการต้องการความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ จึงต้องจัดสัมมนาไม่ต่ำกว่า 30 ครั้งต่อปี และล่าสุดทำพ็อกเก็ตบุ๊คชื่อ &amp;quot;The Key ไขกลยุทธ์ จุดประกายความคิด ธุรกิจเอสเอ็มอี&amp;quot; เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความคิดและแรงบันดาลใจมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอบคุณ&amp;nbsp; &lt;a href=&quot;http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9500000072773&quot;&gt;http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9500000072773&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
</item>

<item>
<title>&amp;#8216;พาย-ทาร์ส&amp;#8217; ชิ้นจิ๋ว ๆ กำไรแจ๋ว</title>
<link>http://www.raidai.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=1763</link>
<description>&lt;strong&gt;ขนมอบอย่าง &amp;ldquo;พาย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ทาร์ส&amp;rdquo; แม้ว่าจะเป็นขนมชิ้นเล็ก ๆ ที่ชื่อไม่คุ้นหูคนไทย แต่ก็คุ้นลิ้น มีผู้ให้ความสนใจซื้อหารับประทานกันมาก&lt;/strong&gt; ใครที่มีฝีมือในการทำให้รสชาติอร่อยก็จะเป็นอีกอาชีพทำเงินได้ดี ทั้งในลักษณะอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม วันนี้ทีมงาน &amp;ldquo;ช่องทางทำกิน&amp;rdquo; ก็มีเรื่องราวขนมอบประเภทนี้มานำเสนอกัน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ขนิษฐา สวัสดิ์เวช หรือ คุณน้อง&lt;/strong&gt; เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนมา 8 ปี และช่วงปี 2540 ก็ได้ลาออกจากงานบริษัท เพื่อที่จะมาทำขนมขาย อาทิ ขนมปังกระเทียม ขนมเปี๊ยะ พาย ข้าวตัง เนื่องจากมีใจรัก และพอมีฝีมือ-มีพรสวรรค์ทางนี้อยู่ และก่อนจะทำขายจริงจังยังได้ไปเรียนกับคนรู้จัก ไปเรียนเพิ่มเติมก่อนด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;ldquo;ช่วงปี 2542-2543 ยอดสั่งขนมดีมาก ทำกันแทบไม่ทัน มีคนมารอรับขนมถึงหน้าบ้านเลย ไม่จำเป็นต้องไปหาที่ขายเลย ทำเท่าไรก็ไม่พอ อาจเป็นเพราะเศรษฐกิจช่วงนั้นค่อนข้างดีก็เป็นไปได้&amp;rdquo;คุณน้องบอกต่อไปว่า พอปี 2544 เป็นต้นมายอดขายก็ลดลงไปมาก จนต้องให้คนงานที่จ้างมาช่วยออกจากงานถึง 10 คน เพราะมีคนหันมาทำขนมขายกันมากขึ้น และที่สำคัญช่วงนั้นทำอะไรก็มักจะโดนลอกเลียนแบบ จึงหยุดทำไปสักระยะหนึ่ง ประคองตัวให้รอดพ้นวิกฤติไปให้ได้ก่อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ต่อมาก็มาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เป็นการเริ่มต้นด้วยตนเอง โดยทำที่บ้าน เน้น &amp;ldquo;พายสับปะรด&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ทาร์สสับปะรด&amp;rdquo; เป็นหลัก ทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ เน้นจับลูกค้ากลุ่มร้านกาแฟ โดยหาลูกค้าด้วยตนเอง ไม่นั่งรอให้คนมาสั่งที่บ้านเหมือนเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;ลองมาดูสูตรการทำพายที่เรียกว่า &lt;strong&gt;&amp;ldquo;พายเรือ&amp;rdquo; &lt;/strong&gt;และ &lt;strong&gt;&amp;ldquo;พายดาว&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; ที่คุณน้องให้สูตรกัน..... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เริ่มต้นที่ &amp;ldquo;เนื้อแป้ง&amp;rdquo; ใช้แป้งสาลี 250 กรัม, น้ำตาลไอซ์ซิ่ง 50 กรัม, ผงฟู 1/2 ช้อนชา, เกลือ 1/2 ช้อนชา, เนยมาการีน 150 กรัม, น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย และกลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;วิธีทำ&lt;/u&gt; เริ่มที่ ร่อนแป้งสาลี, น้ำตาลไอซ์ซิ่ง 50 กรัม, ผงฟู 1/2 ช้อนชา และเกลือ ให้เข้าด้วยกัน จากนั้นใส่เนยมาการีน และน้ำเปล่าให้เข้ากันด้วย และใส่กลิ่นวานิลลาลงไป แล้วใช้มือนวดให้แป้งเข้าด้วยกัน จากนั้นนำแป้งที่ผสมดีแล้ววางลงบนโต๊ะ แล้วใช้ที่นวดแป้งรีดให้เป็นแผ่นใหญ่ ๆ บาง ๆ &amp;ldquo;ตัดแป้งเป็นแผ่นขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใช้ไม้บรรทัดฟุตเหล็กเป็นตัวหลัก ตัดเป็นแนวนอน และแนวตั้ง ถ้าเป็นพายเรือ ตัดเพียงแค่แผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ถ้าเป็นพายดาว ให้ตัดด้านมุมของแผ่นแป้งเป็นรูปกากบาท เพื่อสะดวกเวลาที่จะพับออกมาเป็นรูปดาว&amp;rdquo;&lt;br /&gt;
วางไส้สับปะรดลงบนแป้งพายแล้วพับเป็นรูปดาว หรือรูปเรือก็ได้ ทาไข่แดงบนหน้าพายนิดหน่อย จากนั้นนำเข้าตู้อบ ใช้ความร้อนอบ 150 องศาฯ อบประมาณ 5 นาที เท่านี้ก็เรียบร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;ldquo;ไส้สับปะรดนั้น ให้ซื้อสำเร็จรูปจากโรงงาน ราคา กก. ละไม่เกิน 25 บาท&amp;rdquo;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน &lt;strong&gt;&amp;ldquo;ทาร์สสับปะรด&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; ใช้แป้งสาลี 400 กรัม, เกลือ 1/2 ช้อนชา, เนยสด 200 กรัม, ไข่แดง 2 ฟอง และกลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;วิธีทำ&lt;/u&gt; ตีเกลือ เนยสด ไข่แดง และกลิ่นวานิลลาด้วยเครื่องให้เข้ากันก่อน จากนั้นเทแป้งสาลีลงไปผสม โดยใช้มือค่อย ๆ ผสมให้เข้ากัน ค่อย ๆ จับแป้งขึ้นมาเป็นก้อน ๆ ปั้นเป็นก้อนกลม จากนั้นแบออกมาเป็นแผ่น ใส่ไส้สัปปะรด ลงไป แล้วใส่ลงไปบนพิมพ์ ซึ่งเป็นรูปต่าง ๆ อาทิ แอปเปิ้ล ฟักทอง จากนั้น นำเข้าเตาอบ ใช้ความร้อน 150 องศาฯ อบประมาณ 5 นาที เท่านี้ก็เป็น อันเรียบร้อยแล้ว จัดใส่กล่องพลาสติกใสกลม ประมาณ 120 กรัม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับพาย 120 กรัม ต้นทุนประมาณ 13 บาท ขายส่ง 25 บาท ส่วนทาร์ส 120 กรัม ต้นทุนประมาณ 15 บาท ขายส่ง 25 บาท&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ใครสนใจขนมอบ อย่าง &amp;ldquo;ทาร์ส&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;พาย&amp;rdquo; ของคุณน้อง-ขนิษฐา สวัสดิ์เวช อยากจะสั่งไปจำหน่าย ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 0-5047-4676 หรือใครจะลองนำสูตรไปฝึกทำขายดูบ้าง ก็ได้เลย!&lt;/strong&gt;
</description>
</item>

</channel>
</rss>